ข่าวสารและกิจกรรม

เราได้ประมวลภาพ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในทุกๆด้าน เพื่อสร้างความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างชุมชนเเละโรงไฟฟ้าของเรา

นโยบายพลังงาน “LPG” ใครได้ใครเสีย (1)

By : Categories : สาระน่ารู้ Comment: 0 Comment

นโยบายพลังงานก๊าซแอลพีจี ใครได้ ใครเสีย (1): รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังาน : โดย…ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายรัฐบาลในกาควบคุมาคาก๊าซแอลพีจีเป็นเจตนาดีในการช่วยเหลือภาคครัว เรือนให้ใช้เชื้อเพลิงสะอาด ในราคาไม่สูงมาก และลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งปริมาณการใช้ภาคครัวเรือนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาจนเป็นภาระ แต่เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ.2550 ทำให้มีรถยนต์ปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันื้อเพลิง ที่ต้องนำเงินมาอุดหนุนด้านราคา ทั้งนี้ หากประเทศไทยยังต้องมีการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีต่อไปจะเป็นการส่งเสริมการใช้ พลังงานที่ไม่ถูกต้องเป็นการใช้พลังงานที่มีราคาถูกแบบสิ้นเปลืองและไม่รู้ คุณค่า เพราะรัฐช่วยแบกรับภาระบางส่วนไว้ทำให้ผู้ใช้พลังงานที่ต่ำเป็นปัจจัยให้ เกิดการเร่งให้นำทรัพยากรของชาติมาใช้ อย่างรวดเร็วและอาจไม่เหลือทรัพยากรพลังงานแก่คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ดังนั้น ในระยะสั้น การตรึงราคาก๊าซแอลพีจีอาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ แต่ในระยะยาวก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องต่างๆ อาทิ 1. ไม่ส่งเสริมการประหยัดและการใช้พลังงานทดแทน 2. ไม่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า 3. สูญเสียเงินตราต่างประเทศ 4. ฐานะการคลังอ่อนแอ (การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะ) 5. ลักลอบส่งออกก๊าซแอลพีจีไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปัจจุบันราคาแอลพีจีของไทยยังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดการลักลอบส่งออกขายประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าปริมาณการลักลอบไม่ต่ำกว่า 5,000 ตันต่อปี

การปล่อยลอยตัวราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงการนำพลังงานไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูง สุด เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ในปี 2554 ไทยมีปริมาณการผลิตก๊าซแอลพีจี ประมาณ 5 ล้าน ตันต่อปี ในขณะที่มีปริมาณการใช้สูงถึงเกือบ 6.5 ล้านตันต่อปี

จากสถานการณ์การนำเข้าก๊าซแอลพีจีของไทยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาครัฐต้องมีนโยบายลอยตัวก๊าซแอลพีจีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 โดยที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบให้ปรับราคาแอลพีจี ณ โรงกลั่น ให้สะท้อนราคาตลาดโลกมากขึ้น โดยกำหนดให้ราคาก๊าซแอลพีจี ณ โรงกลั่นเท่ากับ 76% อิงราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลก และ 24% อิงราคาควบคุมปัจจุบันที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (10,323 บาทต่อตัน) ในขณะที่ราคา ณ โรงแยกก๊าซคงที่ที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (10,323 บาทต่อตัน) หากไม่ปรับราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีให้สะท้อนราคาตลาดโลก จะส่งผลให้การใช้และการนำเข้าให้สูงเกินกว่าขีดความสามารถในปัจจุบัน และภาระกองทุนน้ำมันฯ จะเพิ่มขึ้น แม้จะมีการปรับราคา ณ โรงกลั่นของกลุ่มโรงกลั่น

?? ไว้สัปดาห์หน้า ผมจะมาเล่าให้ฟังกันต่อนะครับ ว่าทำไมต้องขึ้นราคาแอลพีจี และงานนี้ใครได้ใครเสีย