ข่าวสารและกิจกรรม

เราได้ประมวลภาพ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในทุกๆด้าน เพื่อสร้างความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างชุมชนเเละโรงไฟฟ้าของเรา

นโยบายพลังงาน “LPG” ใครได้ใครเสีย (จบ)

By : Categories : สาระน่ารู้ Comment: 0 Comment

นโยบายพลังงานก๊าซแอลพีจี ใครได้ ใครเสีย (จบ): รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : โดย…ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

มาพูดถึงนโยบายการขึ้นราคาแอลพีจีกันต่อครับ โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 รัฐบาลได้มีมติปรับราคาจำหน่ายแอลพีจีให้แก่ภาคการใช้แอลพีจีต่างๆ โดยกำหนดให้ครัวเรือนตรึงราคาถึงสิ้นปี 2555 ในขณะที่ภาคขนส่งตรึงราคาถึงวันที่ 15 มกราคม 2555 และตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ให้เริ่มทยอยปรับขึ้นเดือนละ 0.75 บาทต่อกก. ส่งผลให้ราคาขายปรับขึ้นไปเป็น 21.13 บาทต่อกก. ก่อนที่รัฐบาลจะมีมติให้ชะลอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2555 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ล่าสุดรัฐบาลได้เห็นชอบให้มีการปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่งขึ้นจากเดิมอีกครั้งในอัตรา 0.25 บาทต่อกก. เป็น 21.38? บาทต่อกก. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป

ในด้านภาระการเงินที่ต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยให้แก่ผู้นำเข้า ซึ่งเงินดังกล่าวมาจากไหนถ้าไม่ใช่เงินที่เก็บจากผู้บริโภคน้ำมันเอง ในปี 2554 ราคาแอลพีจีในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 846 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่ราคาแอลพีจีที่ใช้เชื้อเพลิงในประเทศยังคงถูควบคุมโดยภาครัฐให้อยู่ในระดับต่ำกว่าราคาแอลพีจีในตลาดโลก ทำให้กองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระการนำเข้าเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2551 สะสมถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท หากรภาครัฐยังคงตรึงราคาก๊าซแอลพีจีต่อไป ก็เท่ากับว่าเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้แอลพีจีมากขึ้น ทั้งๆ ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาที่สูง (30 บาทต่อกก.) ปัจจุบันมีการเก็บเงินส่วนหนึ่งจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด รวมทั้งราคาก๊าซแอลพีจีในรูปของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ในการชดเชยแอลพีจี

ด้วยเหตุนี้ การอุดหนุนด้านราคาก๊าซแอลพีจี จึงไม่ต่างจากการนำเงินที่คนส่วนใหญ่จ่ายทุกครั้งที่เติมน้ำมัน ไปอุดหนุนคนกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงยานพาหนะราคาถูก เจ้าของโรงงานที่เห็นโอกาสในการลดต้นทุน ในจังหวะที่มีความต่างด้านราคาเชื้อเพลิงมากๆ รวมทั้งยังเปิดช่องให้แก่ขบวนการลักลอบนำออกไปจำหน่าย แทนที่จะนำเงินนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ผมคิดว่า ทางออกที่ดีที่สุดในการใช้พลังงานในโลกยุคใหม่ที่ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังมีทางเลือกอื่นๆ สมควรให้เชื้อเพลิงแต่ละชนิดแข่งขันกันโดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าจากราคา คุณภาพ และความเหมาะสมจากปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ แทนการแทรกแซงด้านราคา ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบอื่นๆ ตามมาเป็นลูกฌซ่อย่างไม่คาดฝัน ดังเช่นกรณีของก๊าซแอลพีจีครับ

ที่มา: คมชัดลึก (24 สิงหาคม 2555)